Home

เขียนให้กับ : creativemove.com เขียนเมื่อ : 13/7/2015 (ต้นฉบับ) มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความตายของมนุษย์คนหนึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรม แต่ความตายของคนนับล้านเป็นเพียงตัวเลขสถิติ” ขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมมีแต่สูญเสีย ส่วนนวัตกรรมของการทำสงครามก็เริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆมาให้เห็นเรื่อยๆ อย่างเครื่องบิน Drone ที่เรามักเรียกกันติดปากจากเทรนด์อุปกรณ์ถ่ายภาพทางอากาศ แต่แท้จริงแล้วชื่อ Drone หมายถึงเครื่องบินไร้คนขับที่เริ่มนำมาเป็นเครื่องมือทำสงครามหรือไว้สืบสวนราชการลับมาตั้งแต่ต้นปี 2000 เครื่องบินนี้ไม่จำเป็นต้องมีพลขับอยู่บนเครื่อง แต่ควบคุมสัญญาณได้จากภาคพื้นดินที่ห่างออกไป มีการเรียกติดปากว่าการโจมตีทางอากาศเปรียบเสมือนคำว่า ‘Bug Splats’ หมายถึงผู้ควบคุม Drone ที่ทิ้งระเบิดจะมองเห็นมนุษย์จากหน้าจอเป็นจุดๆ เหมือนกับฝูงแมลงที่พร้อมให้เราตบตีได้อย่างง่ายดาย เป็นคำสแลงที่ร้ายกาจและไร้มุนษยธรรมมาก ข้อเสียของ Drone อีกอย่างคือยิ่งผู้คุมการยิงปล่อยระเบิดไกลจากความมีมนุษยธรรมที่อยู่ซึ่งหน้า การตัดสินใจย่อมมีความไม่รัดกุมมากขึ้น เรียกได้ว่าให้คนขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินทิ้งระเบิดยังจะดีกว่า ที่ปากีสถานเองก็ถูกซุ่มโจมตีทางอากาศอยู่บ่อยๆด้วยเครื่องบิน Drone โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ติดกับอัฟกานิสถาน ความเสียหายที่เกิดจากเครื่องบินนี้มีตัวเลขสถิติบอกว่าในรอบทศวรรษที่ผ่านมาปากีสถานถูกโจมตีมากกว่า 350 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3500 คน ในจำนวนมีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย และในจำนวนนี้เองมีเด็กที่ถูกลูกหลงเสียชีวิตมากกว่า 200 คน มีการประท้วงต่อต้านในประเทศมากมาย แต่เสียงก็ส่งไปไม่ถึงสาธารณชนผ่านสื่อต่างๆทั่วโลกสักที ทางองค์กร The Foundation for Fundamental Rights จึงเปลี่ยนวิธีพูดโดยหันมาพูดกับผู้บังคับยาน Drone เพียงคนเดียว วิธีทำก็คือ ในเมื่อจากหน้าจอมอนิเตอร์เห็นมนุษย์เป็นเพียงแมลง ก็ขอเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจเหมือนกับเราๆ โดยจัดร่วมกับศิลปินและชาวบ้านจัดทำผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่สามารถเห็นได้จากบนอากาศ ภายในภาพเป็นภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่ครอบครัวเสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบิน Drone โดยหวังว่าเมื่อไหร่ที่เครื่องบินบินผ่านมาเห็นจะทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านก็คือมนุษย์เหมือนกับคุณ และคุณก็คือฆาตรกร แต่แท้จริงแล้ววัตถุประสงค์ของการทำผืนผ้าขนาดใหญ่นี้ก็เพราะต้องการให้มันกลายเป็นข่าว PR ที่สนใจของสื่อทั่วโลก ทันทีที่มีการเผยแพร่แคมเปญรณรงค์รูปแบบนี้ สื่อต่างๆก็นำไปตีข่าว โซเชียลมีเดียก็เผยแพร่ไปอย่างกับไฟลามทุ่งด้วย #notabugsplats ทั่วโลกให้ความสนใจ และเกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านเครื่องบินทิ้งระเบิด Drone ในเวลาต่อมาอีกมากมาย ถือเป็นความสำเร็จที่เปลี่ยนมุมคิดใช้ไอเดียนำ และเป็นการ0yfทำที่มีค่าใช่จ่ายที่ถูกมาก เมื่อมาวิเคราะห์ว่าทำไมแคมเปญนี้ถึงประสบผลสำเร็จ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อไหร่ที่เหตุการณ์ต่างๆนั้นเกิดขึ้นไกลตัวและไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเรามักจะไม่สนใจ การรายงานข่าวของสื่อต่างๆก็รายงานเพียงตัวเลขหรือเป็นความจริงทั่วไป ยากที่คนทั่วไปที่รับข่าวสารจะให้ความสนใจ แต่ไอเดียนี้นำเสนอภาพของผู้สูญเสียจากโศกนาฏกรรม เมื่อเราเห็นภาพเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเราก็จะสะเทือนอารมณ์ และมีแรงผลักดันในการเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหลักจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นแล้วเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนวิธีพูด เมื่อไหร่ที่เราต้องการให้คนอื่นเห็นอกเห็นใจ ก็ให้เปลี่ยนการพูดแบบรายงานให้กลายเป็นวิธีการแบบ Human Touch เมื่อเปลี่ยนมุมการนำเสนอ เราก็จะได้รับกระแสห่วงใยจากมุนษย์ด้วยกันมากขึ้น ถ้าเรายึดหลักตามนี้เราก็สามารถนำมาปรับใช้ในวิธีการช่วยเหลือสังคมได้อีกมากและสังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้น   http://www.youtube.com/watch?v=F0WjpDVDwcM Not-A-Bug-Splats-01 Not-A-Bug-Splats-02 Not-A-Bug-Splats-03 Not-A-Bug-Splats-04 Not-A-Bug-Splats-05     อ้างอิง: Notabugsplats

Advertisements
Posted in: แคมเปญ, CreativeMoveComments Off on มนุษย์นะไม่ใช่แมลง หยุดเครื่องบินทิ้งระเบิด Drone ด้วยผืนผ้าใบขนาดใหญ่