Home
เขียนให้กับ : thumbsup.in.th

เขียนเมื่อ : 15/8/2013

(ต้นฉบับ)

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลังจากที่เฟสบุ๊คเป็นที่นิยมสำหรับคนไทย เฟสบุ๊คเพจก็ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถในด้านต่างๆสามารถโชว์ผลงานทักษะของตัวเองโดยไม่มีต้นทุน ลดระยะความฝันของผู้คนให้เป็นเรื่องจริงได้ง่ายขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่การที่ใครคนใดคนหนึ่งก้าวขึ้นมาโด่งดังนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก การวาดภาพก็เช่นกัน ทุกๆปีมีคนที่เป็นนักวาดหรือคนที่อยากเป็นนักวาดหรือที่เรียกว่า illustrator เกิดขึ้นมามากมายในวงการ  หลายๆคนเริ่มจากเฟสบุ๊ค ค่อยๆเริ่มวาดในแนวทางของตนเองจนมีฐานแฟนจำนวนมากขึ้น จนในที่สุดก็ได้ออกผลงานรวมเล่มหรือถูกเชิญไปออกงานต่างๆไม่ต่างกับการเป็น Celeb คนหนึ่ง เพจอย่าง “บ่นบ่น”  (500K) ,  “คิ้วต่ำ” (520K) , “ซิบบิล”  (500K) , “Jaytherabbit” (350K) , “Paprae” (150K) , “Eat all Day” (100K) เพจที่จะถูกเอ่ยชื่อถึงเหล่านี้ คือกลุ่มคนของผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการวาดภาพ คนเหล่านี้เริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองรักและถนัดจนกลายมาเป็นเพจที่ถูกกล่าวถึงมากมายบนโลกโซเชียลมีเดีย ทุกเพจมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ยอมเหมือนใคร วันนี้เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์เพจแนววาดภาพที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกเพจหนึ่งในโลกไซเบอร์ที่ชื่อ “หมึกซึม

เพจ “หมึกซึม” ( http://www.facebook.com/INKSSAD) เป็นเพจที่มีแนวทางการวาดที่ชัดเจนคือเป็นภาพแนวขาวดำ ภายใต้ลายเส้นที่ดูง่ายแต่หลายๆอย่างภายในนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยลายเส้นและคำพูดที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้เพจ “หมึกซึม” สามารถสื่ออารมณ์ของผู้คนในเรื่องความรัก ความผิดหวัง ได้อย่างกลมกล่อม คำพูดที่เรียบง่ายอย่าง “การกอดที่ทรมาณที่สุดคือ กอดเพื่อลาจาก” “ฉันไม่ควรเดินนำหน้าเธอมาเลย เพราะมันทำให้ฉันหันกลับมาแล้วไม่พบเธอเดินกับฉันอีกต่อไป” “แค่ยิ้มออกมาน่ะไม่ยาก แต่ถ้าให้ข้างในยิ้มด้วยก็ไม่ง่ายเหมือนกัน” สามารถ connect ความรู้สึกของคนที่ผิดหวังในความรักให้เข้ากับสีขาวดำของน้ำหมึกได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน  ลองมาติดตามบทสัมภาษณ์เบื้องหลังภาพวาดต่างๆ คุณ “ชมพู่” คือสาวน้อยที่ทุ่มเทและให้ความรักกับสีแค่สองสี  จาก “นักอยากวาด” ในสิ่งที่ชอบ สู่ “นักวาด” ที่มีแฟนคลับมากมาย และอนาคตที่วาดไว้ข้างหน้ากันครับ

01 02

Kittipat M : “หมึกซึม” คือใคร แล้วจุดกำเนิดมาได้อย่างไรครับ?

หมึกซึม : หมึกซึมคือ คนๆหนึ่งที่เรียนศิลปะแต่กลับมีทักษะด้านศิลป์แย่มากค่ะ (ฮ่าๆ) และด้วยความน้อยใจที่วาดรูปไม่เก่งเท่าเพื่อนๆ จึงขอแหวกแนวมาวาดการ์ตูนเพื่อระบายอารมณ์ เพราะโดยส่วนตัวชอบภาพการ์ตูนมากกว่าภาพเหมือน  เริ่มแรกก็วาดเล่นๆขำๆ ลงเฟสส่วนตัว (แทนการตั้งสเตตัสธรรมดา เพื่อลดระดับความเพ้อเจ้อลงมานิดนึงค่ะ ฮ่าๆ) แล้ววันหนึ่งก็มีเพื่อนคนหนึ่ง มาเม้นว่าน่าจะตั้งเพจนะ เพราะเขาชอบรูปที่เราวาด แรกๆเราก็ไม่มั่นใจค่ะ เพราะรู้สึกว่า ตัวการ์ตูนเราเนี่ยนะ ใครเขาจะมาชอบกัน แต่โดนแรงยุต่อนิดนึงก็ใจง่ายค่ะ (ฮ่าๆ) จริงๆก็คิดว่าตั้งไว้เป็นพอร์ทฯออนไลน์ก็ไม่เสียหายอะไร ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของแฟนเพจ หมึกซึมค่ะ

Kittipat M : ทำไมถึงเน้นเรื่องราวของความรักที่ผิดหวัง?

หมึกซึม : ตามชีวิตจริงค่ะ (ฮา) คือว่า โดยส่วนตัว เราจะอินกับเรื่องอะไรพวกนี้ง่ายมากๆ และเราก็พบเจอมันอยู่ทุกวัน ทั้งความรู้สึกของตัวเองและของคนรอบตัว ก็เลยหยิบมาเขียนค่ะ แต่ก็มีเขียนตามกระแสสังคม ตามเทศกาลบ้างเล็กน้อย ถ้าเราพอจะอินกับเรื่องไหนก็จะเขียน แต่ดูไปดูมาก็เป็นเรื่องความรักซะส่วนใหญไปซะแล้วค่ะ

Kittipat M : สำหรับหมึกซึมแล้ว ความรักคืออะไรครับ?

หมึกซึม : ความรัก .. คือสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรกับมันได้เลย ต่อให้เป็นกูรู เทพมาจากไหน ก็หน้ามืดกับความรักกันทั้งนั้น ยิ่งความรักที่ผิดหวังนี่ไม่ต้องพูดถึงค่ะ เชื่อว่าคนที่สงบนิ่งแค่ไหนก็เกือบตายเอาได้เหมือนกัน

Kittipat M : วัตถุดิบของความคิดของหมึกซึมได้มาจากไหนครับ ?

หมึกซึม : ชีวิตจริงประจำวันค่ะ (เน้นว่าชีวิตจริง)  เพราะ ทุกสิ่งที่เขียนมา ล้วนเกิดขึ้นจริงค่ะ บางวันนั่งร้านกาแฟอยู่ดีๆก็มีคนมายืนทะเลาะกันให้เห็น เดินห้างอยู่ดีๆก็มีคนจู๋จี๋กันให้เห็น เราเห็น เราอิน เราประทับใจ เราก็หยิบมาเขียน

03

Kittipat M : ในช่วงแรกที่วาด มาจากประสบการณ์จริงๆของเราเองกี่เปอร์เซ็นต์?

หมึกซึม : 99%เลยค่ะ เพราะอย่างที่บอกว่า วาดเพื่อระบาย ทำให้ทุกภาพนี่ ประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ แต่พอเริ่มมีคนติดตามมากขึ้น มีคนมาเล่ามาปรึกษามากขึ้น ก็เริ่มวาดให้กลางๆไว้ค่ะ เพราะมันเริ่มสาธารณะมากแล้ว ไม่อยากให้กระทบใครจนเกิดดราม่ามากเกินไปค่ะ

Kittipat M : ชีวิตส่วนตัวเคยอกหักไหมครับ? 

หมึกซึม : มีแน่นอนค่ะ ชีวิตวัยรุ่นอ่ะเนอะ ก็ต้องมีบ้าง แบบใสๆ ไม่ได้จริงจังอะไร กำลังคิดว่า ถ้าเกิดวันนึงมีความรัก ที่เป็นรักจริงๆขึ้นมาแล้วผิดหวัง จะอยู่ยังไง

Kittipat M : อุปกรณ์ในการวาดมีอะไรบ้างครับ?

หมึกซึม : แรกๆมีแค่ดินสอ ยางลบ ปากกา สมุดค่ะ แต่ช่วงหลังๆที่เริ่มทำหนังสือ เริ่มพัฒนาภาพ ก็ใช้การแต่งสีในคอมฯ โปรแกรมก็พื้นๆค่ะ Photoshop

Kittipat M : เฟสบุ๊คเพจหมึกซึม (http://www.facebook.com/INKSSAD) ตอนนี้มีแฟนราวครึ่งล้าน ซึ่งมีมากกว่าเพจภาพประกอบอื่นๆ คิดว่าอะไรที่เป็นส่วนที่ทำให้เรามีฐานแฟนได้มากขนาดนี้?

หมึกซึม : ทุกวันนี้เพจอื่นๆแทบจะวิ่งนำแล้วค่ะ(ฮา)  คิดว่าที่คนมากมายเข้ามาติดตามน่าจะเป็นเพราะ ภาพที่มีสไตล์ไม่เหมือนใครค่ะ(ง่ายไม่เหมือนใคร 555) หลายคนเข้ามาเพื่อให้เราเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพ เพราะลายเส้นเราง่ายมาก แต่กลับมีคนติดตามเยอะ และอีกอย่างก็คือ ความจริงใจในการทำผลงานค่ะ ช่วงหลังๆที่เริ่มเป็นเพจจริงจังแล้ว เราจะคิดคำคม แง่คิดต่างๆด้วยใจเราเองค่ะ จะไม่ก๊อบ ไม่ลอกใคร พอเราเขียนมันออกมาจากใจจากความรู้สึกจริง แปลว่ามันคือความจริง มันก็เลยไปโดนใจใครหลายๆคนมั้งคะ  บางเวลาคนเราอาจจะมีเรื่องบางเรื่องที่รู้สึกติดค้าง คาใจ แต่ก็คิดไม่ออก บางภาพของหมึกซึม ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ไปสะกิดให้เขาคิดออกค่ะ ว่าเขากำลังเป็นอะไร รู้สึกยังไง และควรทำอะไรต่อไป

Kittipat M : ภาพไหนที่ได้ Like มากที่สุด ตั้งแต่เคยวาดมา?

หมึกซึม : ตอบยากมากค่ะ เพราะแรกๆไลค์ก็เป็นหมื่นขึ้นทั้งนั้น จนกระทั่งพี่มาร์คปรับการตลาดเฟซบุค ทำให้คนเห็นโพสต์เราน้อยลงหากไม่จ่ายเงิน ก็เลยคิดว่าคงเอามาวัดไม่ได้แล้วค่ะว่าภาพไหนไลค์เยอะที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่า ที่ไลค์เยอะสุดเพราะภาพอื่นคนเข้าไม่เห็นหรือเปล่า

Kittipat M : ภาพไหนคือภาพที่เราประทับใจมากที่สุด? เพราะอะไรครับ?

หมึกซึม : โหยยย ตอบยากอีกแล้วค่ะ เอาเป็นว่า ประทับใจอัลบั้มเรื่องสั้นทุกเรื่องเลยดีกว่าค่ะ เพราะนั่นคือสิ่งที่เราใช้ความสามารถ ความพยายาม และความรู้สึกลึกๆมาเขียนจริงๆ ภาพอื่นๆอาจจะมีบ้างที่เขียนแบบไร้อารมณ์ (บางทีเราก็ไม่ได้อินทุกวันหรอกเนอะ บางภาพก็วาดแบบเป็นความจริงที่เราไม่เจอไม่เห็นกับตัว พอวาดไปก็ไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากให้เพจนิ่ง)

71724_388318987920582_924921353_n

Kittipat M : เคยมีไหมที่แฟนๆเข้ามาเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง แล้วหมึกซึมนำไปเขียนจริง

หมึกซึม : บ่อยค่ะ ฮ่าๆๆๆ ยิ่งแรกๆยิ่งบ่อยเลย หลังๆคนเล่าเยอะมาก อ่านไม่ทัน ก็แล้วแต่ใครจะโชคดีเรามาอ่านเจอแล้วตอบและเอามาเขียนจริง (ต้องขออภัยแฟนเพจทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ตอบไม่ทันจริงๆ)  แฟนๆนี่หมึกรวมเพื่อนๆและคนใกล้ตัวไปด้วยนะคะ และส่วนใหญก็มาจากเพื่อนๆนั่นแหละค่ะ เรื่องราวต่างๆที่เขียน

Kittipat M : พอวาดไปนานๆ ลายเส้นเรามีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

หมึกซึม : มากๆค่ะ ย้อนไปดูภาพแรกแล้วขำ แต่ก็รู้สึกดีที่ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี  เข้าใจเลยว่า ทำไมคนเก่งๆชอบบอกเราว่า อยากวาดเก่งๆก็ต้องวาดบ่อยๆ เราวาดลงเพจบ่อยๆก็เหมือนฝึกฝนไปโดยอัตโนมัติ มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงออกบูธวาดสดบ่อยๆยิ่งพัฒนาเร็วมากค่ะ

Kittipat M : หนังสือเล่มแรกของหมึกซึมคือ “ความรักจาก 1 ถึง 0” แรงบันดาลใจของหนังสือเล่มนี้มาจากไหนครับ?

หมึกซึม : จากทุกสิ่งทุกอย่างที่พบเจอมาเลยค่ะ เป็นพื้นฐานของความรักเลย ที่มีจุดเริ่มต้น ก็ต้องมีจุดจบ แล้วก็เริ่มใหม่ไปเรื่อยๆแบบนี้ จนกว่าจะเจอคนที่หยุดแล้วจริงๆ  .. เป็นสิ่งที่ใครๆอ่านก็ต้องเข้าใจค่ะว่ามันคือเรื่องจริง

05

Kittipat M : การวาดภาพประกอบในเฟสบุ๊ค กับการวาดลงบนหนังสือที่วางจำหน่ายจริงๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ?

หมึกซึม : แตกต่างมหาศาลค่ะ ฮ่าๆ คือเราวาดลงเฟซบุค คนเห็นถ้าภาพสวย ชอบก็กดไลค์ คอมเม้น ถ้าภาพไม่สวยไม่โดน ก็สไลด์ผ่านไป ว่างๆก็มาดูได้ไม่หายไปไหน แต่หนังสือคือ การที่เขาจะยอมเสียเงินเพื่อครอบครอง คนซื้อก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าสมราคามั๊ยค่ะ ยอมรับเลยว่า เล่มแรกในชีวิตนี้มีข้อผิดพลาดค่อนข้างเยอะพอควร เนื่องจากไม่เคยทำมาก่อนเลย และช่วงนั้นเร่ง Thesis จบ ก็เลยไม่ทันได้ตรวจตราหรือให้เวลากับงานมาก แต่พอมาเริ่มทำชิ้นที่สอง ก็ได้ทำเรื่องสั้น 1 ตอน ใน Done Project 2 Bitter sweet story  ชื่อตอนของหมึกซึมคือ “เธอคือเวลา” ชิ้นนี้ถือว่าเป็นการแก้ตัวที่ค่อนข้างประทับใจค่ะ พัฒนามาเขียนป็น Comic ครั้งแรกและมีการปรับปรุงเรื่องภาพขึ้นเยอะมากๆ และก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในผลงานชิ้นต่อๆไปค่ะ

Kittipat M : หลังจากหนังสือแล้ว อยากทำอะไรต่อไปอีกครับ?

หมึกซึม : อนิเมชันค่ะ (เหงื่อตก) คือไม่มีพื้นฐานเลยค่ะ แต่ก็อยากจะหาเวลาฝึก เคยคิดว่าอยากทำการ์ตูนของตัวเองเล่าเรื่องแบบเอนิเมชัน มีเพลง มีแอคชันที่ดูแล้วไม่เบื่อค่ะ แต่คงต้องพยายามอีกมหาศาล ฮ่าๆๆ

Kittipat M : ถ้าภาพของหมึกซึมเติมสีได้ อยากจะเติมสีอะไรเป็นสีแรก?

หมึกซึม : สีเทาค่ะ ฮ่าๆๆ ยังคงไม่หลุดจากความหม่นหมอง จริงๆก็มีหลายสีนะคะ แต่อยากจะคงความหม่นๆ อยากใช้สีตุ่นๆ ไม่สดจัด เพราะแต่ละภาพของเรานี่ เศร้ามากค่ะ

Kittipat M : คิดว่าปริมาณของ “ความผิดหวัง” และปริมาณของ “ความสมหวัง” บนโลกใบนี้ อย่างไหนมีมากกว่ากัน?

หมึกซึม : มีเท่าๆกันค่ะ แต่ใจเราก็แปลก เวลาสมหวังกลับลืมนับเวลา รู้ตัวอีกทีก็หมดเวลามีความสุขซะแล้ว แต่พอผิดหวัง ก็กลับเอาแต่นั่งนับวินาทีว่าผ่านไปเท่าไหร่แล้ว ยิ่งนับก็ยิ่งนาน แล้วก็มาตีความกันเอาว่า ความสุขมักสั้นกว่าความทุกข์ ความผิดหวังมักมีมากกว่าความสมหวัง ซึ่งจริงๆแล้ว ขึ้นอยู่กับใจเราทั้งนั้นค่ะ

Kittipat M : คำว่า “ขอโทษ” กับ “ฉันรักเธอ” คำไหนสำคัญกว่ากัน?

หมึกซึม : ส่วนตัวชอบคำว่าขอโทษมากกว่านะคะ แต่ต้องเป็นการขอโทษที่อยากจะขอโทษจริงๆนะ ไม่ใช่ขอโทษด้วยความเห็นแก่ตัว  ที่ชอบเพราะมันคือการแสดงความรับผิดชอบที่ดี และคนผิดทุกคนควรทำเป็นสิ่งแรก ยิ่งคนไม่ผิดแต่ยอมขอโทษก่อนเสมอนี่ เอาใจไปเลยค่ะ  ส่วน ฉันรักเธอ รู้สึกเฉยๆนะคะ ถ้าได้ฟังในโอกาสและเวลาที่เหมาะสมก็คงมีความสุข แต่ส่วนตัวคิดว่า ทำให้สัมผัสได้จะชอบมากกว่าค่ะ

Kittipat M : ถ้าจะต้องให้คำแนะนำกับคนรุ่นใหม่ที่อยากวาดภาพประกอบ อยากแนะนำน้องๆรุ่นใหม่เหล่านี้อย่างไรบ้างครับ?

หมึกซึม : อยากบอกว่า อันดับแรก อย่าดูถูกตัวเองค่ะ ถ่อมตัวได้ ถ่อมตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองเหลิง แต่อย่าดูถูกตัวเองซะจนต้องทิ้งความฝันเพียงแค่คิดว่าสู้ใครเขาไม่ได้ ดูคนเก่งๆเอาไว้ค่ะ ดูไว้เป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ดูแล้วยิ่งดูถูกตัวเอง   อย่ากลัวการถูกวิจารณ์ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะผลักดันเราให้ดีขึ้น แม้บางครั้งอาจจะรู้สึกเจ็บปวดบ้าง แต่ทนเถอะค่ะ แล้วจะดีเอง   อย่ากลัวที่จะไขว่คว้าโอกาส เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้จับมัน ไม่คว้าไว้วันนี้ พรุ่งนี้อาจไม่เจออีก  

และเมื่อวันไหนประสบความสำเร็จ ได้รับการยกย่องเชิดชูดจากคนหมู่มาก “อย่าลืมตัว” อย่าลืมว่าเราเป้นใคร เริ่มต้นยังไง อย่าดูถูกคนที่ความสามารถน้อยกว่า อย่าเลือกปฎิบัติ  คนเก่งคนประสบความสำเร็จ ที่เข้ากับทุกคนได้และให้เกียรติผู้อื่น คือคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบค่ะ  พูดเหมือนตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว ฮ่าๆๆๆ 

  

04
ติดตามหมึกซึมได้ที่
Instagram : (ดูข้อมูล) http://extragr.am/INKSAD
Advertisements
Posted in: บทสัมภาษณ์, ThumbsupComments Off on [สัมภาษณ์] พิเศษ : “หมึกซึม” จากแรงบันดาลใจของนักวาดภาพขาวดำ สู่ยอดแฟนเฟสบุ๊คครึ่งล้า