Home

เขียนให้กับ : creativemove.com

เขียนเมื่อ : 6/2/2013

———————

(ต้นฉบับ)

ทำไมคนไทยจึงอ่านหนังสือน้อยกว่าคนญี่ปุ่น?

มีผลวิจัยบอกว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแค่ปีละ 2 เล่ม ขณะเดียวกันคนญี่ปุ่นมีอัตราการอ่านหนังสือมากกว่าคนไทยถึง 40 เล่มต่อปี หรือประมาณแล้วมากกว่า 20 เท่า เท่ากับว่า ถ้าสมมติว่าการศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว คนญี่ปุ่น 1 คน มีความสามารถเทียบเท่ากับเอาคนไทยมารวมกับ 20 คนเลยทีเดียว พูดอย่างนี้อาจจะแรงไป แต่เราทุกคนก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่าว่าการศึกษาคือปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ

นิสัยรักการอ่านน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนอ่านหนังสือ ที่ประเทศญี่ปุ่น The Tokyo Newspaper หรือ Tōkyō Shinbun (東京新聞) คือหนังสือพิมพ์รายวันที่อยู่คู่คนญี่ปุ่นมานานถึง 128 ปี The Tokyo Newspaper ได้มีความคิดที่ว่า หนังสือพิมพ์นั้นเป็นสื่อที่เฉพาะให้ผู้ใหญ่อ่าน ไม่ใช่ของเด็ก แต่จะดีกว่าไหมถ้าเด็กๆสามารถอ่านได้ด้วย เพราะจะช่วยส่งเสริมการอ่านของเด็กๆและเด็กๆก็สามารถติดตามข่าวสารบ้านเมืองแทนที่จะได้ความรู้จากการ์ตูนแทน นอกจากนั้น หากทั้งผู้ใหญ่และเด็กสามารถอ่านด้วยกันได้ ก็จะช่วยส่งเสริมความรักความเข้าใจของครอบครัว

แต่ที่เรารู้หนังสือพิมพ์นั้นไม่ได้เหมาะให้เด็กอ่านมากนัก เพราะเนื้อหาส่วนมากเป็นเรื่องยากๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ ฯ ยิ่งที่ญี่ปุ่นมีกาารใช้ภาษาคันจิค่อนข้างมาก (คันจิ คือภาษาญี่ปุ่นรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจาก ฮิรางานะ และคาตาคะนะ โดยคันจินั้นเป็นรูปแบบภาษาที่ยืมตัวอักษรจีนมาใช้ เนื่องจากอักษรจีนนั้น มีจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้ยากต่อการเรียนรู้และจดจำ) ทำให้เป็นอุปสรรคต่อเด็กในการอ่านหนังสือพิมพ์

ด้วยเทคโนโลยี AR ในสมัยนี้ (Augmented Reality คือเทคโนโลยีที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนมาเจอกัน ทำให้สามารถสร้าง Interactive ระหว่างคนกับอุปกรณ์ได้) ทำให้ทางหนังสือพิมพ์ The Tokyo Newspaper ได้ออกแอพบนมือถือ Smart Phone ให้เด็กๆได้นำมือถือไปลากอ่านบนบนหนังสือพิมพ์ให้สามารถอ่านข่าวต่างๆได้แบบที่ย่อยง่ายขึ้น เช่น มีสีสันต่างๆให้ดูน่าดึงดูดและเข้าใจได้ง่าย อาทิ การมีตัวการ์ตูนน่ารักๆ ปรากฏออกมาให้รู้สึกว่าการอ่านสนุกขึ้น นอกจากนั้นยังแปลงภาษาคันจิที่ค่อนข้างยากให้กลายเป็นภาษาญี่ปุ่นรูปแบบอื่นให้เด็กอ่านได้เข้าใจได้อีกด้วย

เด็กจึงได้อยู่กับผู้ใหญ่ อ่านหนังสือพิมพ์ด้วยกัน หากมีเรื่องสงสัยก็ถามพ่อแม่ได้ว่าข่าวที่ว่านั้นหมายถึงอะไร ผู้ใหญ่ก็สามารถที่จะพูดคุยกับเด็กได้มากขึ้น การที่เด็กได้สนใจเรื่องต่างๆทำให้เด็กได้พัฒนาและมีความเข้าใจในโลกของผู้ใหญ่ได้เร็วขึ้น ซึ่งก็จะสามารถเป็นพื้นฐานของเด็กในการเลือกเติบโตไปในทางที่ต้องการได้ นอกจากนั้นยังทำให้เด็กได้เข้าใจถึงคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถือเป็นพลพลอยได้นอกเหนือจากที่เด็กได้อ่านหนังสือมากขึ้นด้วย

สำหรับเมืองไทย การที่จะทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้นอาจจะต้องย้อนกลับมาดูว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ปมหนึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับมุมมองที่เกี่ยวกับการอ่านหนังสือ เราอาจมองว่าการอ่านหนังสือคือเครื่องมือที่แค่่ทำให้เราเรียนจบหรือเป็นใบเบิกทางให้เรามีงานทำ หรือ ทำให้พ่อแม่พอใจเท่านั้นหรือเปล่า ดังนั้นการแก้ไขที่เรามองนั้นควรมีมุมมองทั้งด้าน Supply และ ด้าน Demand ตามหลักเศรษฐศาสตร์ด้วย การที่เราแก้ไขโดยเน้นไปที่ Supply เช่น การกระจายหนังสือให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น มีทางเลือกในการอ่านหนังสือให้มากขึ้น หรือมีหนังสือดีๆให้อ่าน นั้นอาจจะง่ายกว่า แต่ก็คงยังไม่พอ ในด้าน Demand หากพวกเรายังมองว่าการอ่านหนังสือนั้นไม่จำเป็นสำหรับชีวิต ไม่ปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็น ก็ยากที่จะยกระดับการอ่านหนังสือของคนไทยหรือเด็กได้

ผมมีความเชื่อว่าหากเราอยากเป็นเมืองของการอ่านหนังสือโลก เราก็ต้องเป็นเมืองของความอยากรู้อยากเห็นของโลกเช่นเดียวกัน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s