Home

เขียนให้กับ : thumbsup.in.th

เขียนเมื่อ : 9/10/2012

เรามีโอกาสได้สนทนากับ “เนย ประมาณนั้นแหละ” เธอเป็นคนดัง ถูกพูดถึงเป็นชื่อแรกๆ เวลาที่พูดถึงผู้หญิงสวยๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต น้อง “เนย ประมาณนั้นแหละ” จริงๆ คือบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เป็น celeb ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก่อน แต่ปัจจุบัน Facebook ของเธอมีคนมาตาม Subscribe ถึงสี่แสนกว่าคน สิ่งที่เธอพูดคุยบนFacebook ส่วนตัว เผลอๆ อาจจะมากกว่าที่แบรนด์หนึ่งๆ ทุ่มงบประมาณเพื่อสื่อสารกับผู้คนบนโลกไซเบอร์เสียอีก

หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ หวังว่าจะมีคนเข้าใจเธอมากขึ้น ที่ผ่านมีคนมากมายที่รับรู้ตัวเธอทั้งในด้านดีและไม่ดี ทั้งจากเรื่องจริงและเรื่องที่ถูกปรุงแต่ง เรื่องราวของเธอได้ถูกปรุงแต่งโดยจินตนาการของใครอีกหลายคนที่สื่อสารกันในโลกไซเบอร์อันยุ่งเหยิงนี้  เธออาจะเป็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉมหรือผู้ร้ายในสายตาของใคร เธอเป็นใคร แล้ววันดีคืนดีกลายมาเป็นบุคคลสาธารณะได้อย่างไร ลองติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ดูครับ

Kittipat M : อยากให้น้อง “เนย ประมาณนั้นแหละ” แนะนำตัวเองสักนิดนึงก่อน
เนย : ชื่อเนยค่ะ ตอนเด็กๆ โตที่เมืองไทยแล้วย้ายไปเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์ เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำงานที่นั่น อยู่ที่นั่นประมาณหกปี ก็เรียนทางด้านดีไซน์ไปด้วย แล้วก็ย้ายกลับมาทำงานที่เมืองไทย เนยโตมากับโซเชียล ช่วงที่อยู่ที่โน่นก็ติดแชท ติดการเขียนไดอารี่ เพราะตอนนั้นก็ติดต่อเพื่อนที่เมืองไทยไม่ได้เลย ก็เห็นว่ามีไดอารี่ออนไลน์ เราก็เข้าไปเขียนที่ yenta4 พูดถึงเรื่องราวประจำวันตอนอยู่ที่โน่น ก็เริ่มมีเพื่อนออนไลน์ตั้งแต่ตอนนั้น พอมา Hi5 Facebook ก็ติด Facebook มาก เพราะคิดถึงเมืองไทย
Kittipat M : เป็นลูกครึ่งหรือเปล่า
เนย : ไทยแท้ค่ะ
Kittipat M : น้องเนยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างตั้งแต่ตอนที่ Facebook เปิดฟีเจอร์ Subscribe (ฟีเจอร์ที่อนุญาตให้ติดตามบุคคลที่สนใจโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อน) ใหม่ๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2011 คิดว่าอะไรที่ทำให้คนมาติดตามเรามากๆ ตอนนั้นได้ไปทำอะไรหรือเปล่า
เนย : ก่อนหน้านั้นก็มีคนมาขอเป็นเพื่อนเยอะอยู่แล้ว คิดว่าเพราะมีคนตามมาดูรูปของเรา ตอนนั้นมีเพื่อนประมาณสี่พันคน พอเห็นว่าช่วงนั้นมีฟีเจอร์ subscribe เราก็เปิดด้วย แต่ที่ตามมาเยอะจริงๆ คือมีอยู่ครั้งหนึ่งที่คลิปที่เราถ่ายเล่นแนวเซ็กซี่ๆ เกิดหลุดออกไป แค่สองชั่วโมงเท่านั้นก็ลบเพราะมีคนเตือนมาว่าคิดดีแล้วเหรอ โตขึ้นแล้วจะไม่สนุกอย่างนี้นะ เราก็เห็นด้วย แต่ก็ไม่ทัน ก็มีคนก็อปปี้ไปลงที่อื่น แล้วก็มีคนติดตามมาเรื่อยๆ แล้วคนก็เริ่มหาว่าใครคือเนย ประมาณนั้นแหละ
Kittipat M : แล้วแฟนคลับช่วงแรกๆ ที่มา subscribe มายังไง
เนย : ตอนแรกมีประมาณสองสามหมื่นคน แล้วมานหนึ่งมีคนทักว่าจะถึงแสนไหม เนยก็เลยตั้ง status เล่นๆ ไปว่า ถ้าถึงแสนจะเลี้ยงลูกชิ้น  ก็ตลกมากไม่รู้คนมาจากไหน ขึ้นเร็วกว่าปรกติมากเลย และก็น่าจะเพราะมีกระแสดราม่าที่เกี่ยวกับตัวเนยด้วย ก็เลยมีคนเห็นเยอะ  ตอนนั้นก็มีคนมาบอกว่าเห็นเนยอยู่ตรงแถบขวาที่ทาง Facebook  recommend ตลอด ก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องเหล่านี้ล่ะมั้ง
Kittipat M : คิดว่าอะไรที่ทำให้คนมาติดตามเรามากๆ
เนย : อันดับแรกคือรูป (แนวเซ็กซี่) แต่ที่จริงก็ไม่ได้ถ่ายเพื่อที่จะทำให้เพื่อนมากขึ้นหรือว่ามีคนมาติดตาม ไม่ได้อยากดังหรืออะไร แต่เพราะเนยเป็นแบบนี้มานานอยู่แล้ว อันดับสองก็คือ status ที่เราตั้ง เพราะเนยก็เป็นคนฮาๆ ตลกๆ อะไรที่ทำให้เราหัวเราะเราก็จะโพสต์ลงไป ก็มีคนติด คอยติดตาม
Kittipat M : น้องเนยมีดราม่าพอสมควรบนอินเทอร์เน็ต อยากขอฟังสาเหตุที่คนเริ่มไม่ชอบเรา
เนย : ตอนนั้นที่เนยชอบลงคลิปเล่นๆ ลงบน Facebook แล้วมีคนไม่ชอบเรา ก็มาว่าเรา ด้วยความที่เนยเป็นคนตรงๆ อยู่แล้ว ก็เลยทำคลิปวีดีโอโต้ตอบไปใน Facebook สิ่งที่เนยพูดไปก็ตรงไปตรงมา เราก็พูดแรงแต่ไม่หยาบ ก็ไม่คิดว่าจะมีคนก็อปปี้วีดีโอนั้นไปลง youtube แล้วเขียน description แรงๆ ทำทีเป็นว่าเป็นเนยที่เอาไปลงเอง ทั้งๆ ที่เนยไม่ได้เป็นคนเขียน แล้วก็ไม่เคยเสนอตัวเองในรูปแบบคำพูดแบบนั้น สรุปก็มีคนไม่ชอบ มาด่าเต็มเลยว่ามั่นใจมากนักเหรอ มี dislike แดงเป็นแถบ แล้วก็คำหยาบคายตามมาเต็มเลย หลังจากนั้นเนยก็พยายามที่จะไม่พูดอะไรมากอีก
Kittipat M : เพราะขายความเซ็กซี่ด้วยใช่ไหม
เนย : เราไม่ได้ขาย แต่เขาคิดแบบนั้นเอง เนยเป็นตัวของตัวเองในการโพสต์แบบนี้อยู่แล้ว สนุกของเราคนเดียว เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่มีใครตาม พอมันโซเชียลมากขึ้น คนก็เข้ามาเอง
Kittipat M : เหตุการณ์ดราม่าครั้งนั้นสอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์
เนย : คงจะไม่ออกสื่อเวลาที่อยากจะเฉพาะกับใครคนใดคนหนึ่ง ก็มีคนที่เข้าใจเราและก็ไม่เข้าใจเรา คนที่ไม่ชอบก็จะมีปฏิกิริยาเยอะ ก็จะพยายามไม่ใช้วิดีโอมาออกอากาศเรื่องทำนองแบบนี้อีกแล้ว เพราะเรารู้ว่าตอนนี้มันไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคลแล้ว ไม่ใช่เหมือนแต่ก่อนที่เล่นกับเพื่อนเท่านั้น แต่ก็เรียนรู้อีกว่าเพื่อนๆ นี่แหละที่นำไปแชร์กระจายต่อไป ก็ในเมื่อเรา public แล้วก็คงไม่พยายามแรงๆ อีก
Kittipat M : เพราะว่าเราเป็นคนดังของสังคมออนไลน์ด้วยหรือเปล่า
เนย : อันนี้ยังไม่ได้คิดว่าเราเป็นคนของสังคมหรืออะไร ไม่ได้คิดว่าเราจะสำคัญอะไรขนาดนั้น
Kittipat M : หลังจากที่คนเข้ามาตามเยอะๆ แล้ว เราโพสต์ภาพตามสไตล์เดิมของเราเหมือนก่อนหน้านี้หรือเปล่า
เนย : อาจจะสุภาพกว่าเดิมด้วย หยาบคายน้อยลง เรียบร้อยกว่าเดิม แต่เนยคิดว่าเนยว่าไม่ได้คุยกับคนทั่วโลกหรือคนทั้งประเทศไทย เราก็เป็นตัวของตัวเองเหมือนเดิม เพียงแต่เบาลงหน่อย เรามีเพื่อนสนิทบนโซเชียล  ก็ใช้ภาษามึงกูแบบที่เราคุยกับเพื่อน บางทีก็สงสัยว่าเวลาโพสต์ไปมีคนมาบอกว่าทำไมพูดหยาบคายจัง
Kittipat M : เคยโดนด่าที่เจ็บมากที่สุด คำว่าอะไร
เนย : ก็คงไม่มีที่สุด เพราะเนยโดนมาเยอะเหมือนกัน โดนจนชิน โดนทุกคำที่มีในประเทศไทย
Kittipat M : ด้วยความที่เราโพสต์ภาพแนวเซ็กซี่ มีผู้ชายที่เข้ามามีทักหยาบๆ คายๆ หรือพูดไม่ดีบ้างไหม
เนย : ช่วงแรกๆ ก็เจอแนวหื่นกามเยอะ ช่วงแรกๆ ใครทำอย่างนั้นก็ด่ากลับไปเหมือนกัน แต่พอทำอย่างนั้นก็ไม่จบ เพราะมันเหมือนว่าเขาได้ดัง ได้คุยกับเนย แต่ช่วงหลังๆ ก็ลบแล้วบล็อคไปเลย ก็เตือนไปถ้ามาทำอย่างนั้น ก็จะไม่มีโอกาสเห็นหน้าฉันอีก
Kittipat M : อยากให้เล่าตัวตนของเนยจริงๆ กับตัวตนของเนยบน Facebook ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
เนย : ตัวจริงเป็นคนตลกเฮฮา แต่กับคนที่ไม่รู้จะเงียบๆ แต่ถ้าสนิทก็ร่ายยาวเลย ส่วนใน Facebook ก็เหมือนชีวิตเลย พูดอย่างไรก็อย่างนั้น แต่อย่างที่บอก หลังๆ นี่ก็เลยสุภาพมากขึ้นบน Facebook
Kittipat M : มีคนตามขนาดนี้ ทำไม่ถึงไม่เปิด Fan Page ไปเลย
เนย : เนยไม่ได้คิดว่าจะต้องมีแฟนคลับ ไม่ได้คิดว่าเราสำคัญขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้อยากสำคัญตัวเองด้วย
Kittipat M : มีคนติดต่อให้โพสต์ลง Facebook เพื่อการโฆษณาบ้างไหม
เนย : ก็ตอนนี้มีคนต่องานแบบนี้มามากขึ้น เขาก็มองว่าเป็นช่องทางที่พูดคุยกับคนเป็นแสนได้  แต่ก็คิดว่าไม่ใช่งานที่เกิดจากฝีมือควาสามารถเราจริงๆ
Kittipat M : คิดอย่างไรกับการมีคนมาขอให้โพสต์โฆษณาบน Facebook หลังจากที่ดังแล้ว
เนย : ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่รับทุกอัน ไม่ได้มอง  Facebook เป็นช่องทางธุรกิจมากไปนัก เราไม่ค่อยรับ ไม่ชอบ เป็นอะไรที่ไม่เป็นตัวเอง  ส่วนใหญ่จะดูรายละเอียดก่อน ต้องดูอะไรที่ไม่ไร้สาระมากไปด้วย ไม่ให้มันรก Facebook เดือนไหนถ้าคิดว่าไม่รับก็ไม่รับแล้ว ถ้าอยากได้ก็รอเดือนหน้าแล้วกัน เนยมองว่าเราเหมือนหนังสือที่เอ็นเตอร์เทนคน เหมือนขายหัวเราะ เราชอบที่อัพ status ให้คนมาเอ็นจอยกับเรา การโฆษณามันเป็นอะไรที่เปลืองพื้นที่ ก็จะมองเหมือนที่เราไปตามเพจๆ นึงแล้วก็เจออะไรไม่รู้รก มีแต่โฆษณา มันไม่ใช่ตัวเราจริงๆ
Kittipat M : มองเห็นเป็นช่องทางทำรายได้เป็นจริงเป็นจัง?
เนย : ไม่เลย ไม่ได้อยากทำตัวให้ดังเพื่อดึงคนเยอะๆ มาแล้วโฆษณา เราไม่ได้อยากกระชากเรตติ้ง เราเป็นอย่างนี้ เราแค่ชอบที่จะอัพ status
Kittipat M : มีคนที่ชอบและไม่ชอบเนย  คนที่เขาชอบเนย เขาชอบน้องเนยที่ตรงไหน
เนย : เคยตั้งบน Facebook ถามเหมือนกัน ก็มีคนตอบว่าตอนแรกติดตาม Facebook เธอเพราะรูปเธอนะ แต่หลังๆ มาเราชอบ status เธอแล้ว เราขาดไม่ได้ ต้องเข้ามาอ่านทุกวัน อ่านแล้วมันยิ้มได้ แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราอยากปิด Facebook มากเพราะมีแต่คนด่า ก็มีคนๆ หนึ่งเข้ามาบอกว่าอย่าปิดเลย ชีวิตเนยมีความสุขกับเมื่อเทียบกับตัวเขาแล้ว การอ่าน status ของเนยทำให้เหมือนว่าเขาไม่อยู่คนเดียว ทำให้เขายิ้มได้ ก็ทำให้รู้ว่ามีคนรักเราอยู่นะ
Kittipat M : รู้สึกอย่างไรกับการที่เราเล่น Facebook แล้วมีอิทธิพลต่อชีวิตคนอื่น เหมือนตัวอย่างที่เพิ่งพูดถึง
เนย : ก็อาจเพราะเราชอบเอ็นเตอร์เทนคนอื่น  ทำให้มีคนอยากมาอ่านของเรา มาเอ็นจอย เนยก็ทำได้แค่นี้
Kittipat M : status ที่เป็นที่ยอดนิยมของเรา
เนย :  จำไม่ค่อยได้  โพสต์ทุกวัน เยอะมาก แต่อันที่เคยได้ไลค์เยอะที่สุดน่าจะประมาณหกพัน น่าจะเป็นเรื่องของกระแทกชีวิต ทำให้คนฮึดสู้ โพสต์แนวนี้แล้วคนจะชอบมากดไลค์
Kittipat M : ชอบโพสต์อะไรใน Facebook
เนย : ก็โพสต์ตามช่วงเวลาของชีวิตเลย เวลาอินเลิฟก็โพสต์อะไรกุ๊กกิ๊ก เรื่องที่ฮาๆ ขำๆ แล้วก็เรื่องทั่วไปเรื่องที่คนอื่นเจอทุกวันเหมือนกันหมด อย่างเรื่องงาน
Kittipat M : ทำไมถึงได้ไปออกปกนิตยสาร “ฮิกาซีน”
เนย : อันนี้เป็นเรื่องบังเอิญตอนไปทำงานพอดี แล้วก็ได้เจอกับทีมงาน ก็เลยชวนมาถ่าย  ตอนหลังก็ได้เขียนคอลัมน์ในฮิกาซีนด้วยเลยชื่อคอลัมน์ว่า “น้องเนยสอนหญิง” อยู่เบื้องหลังก็เคยช่วยจัดเล่มให้ฮิกาซีนด้วย นอกจากนั้นก็ช่วยคิดรายการ youtube ของฮิกาซีนที่กำลังจะเปิดตัว
Kittipat M : แสดงว่าชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า
เนย : ก็ชอบทำงานที่เป็นฝีมือของตัวเอง ก็เคยโดนกระแสมาเยอะ อย่างตอนขายสบู่บน Facebook ก็มีกระแสมาบอกว่าเราเอาหน้าตามาขาย เราไม่ชอบให้ใครมาพูดแบบนี้ เราก็คิดอยากทำอะไรสักอย่างบ้างที่จะพิสูจน์ให้ดูว่าไม่ได้มาจากการใช้หน้าตาของตัวเอง อาจจะเป็น snack bar ซึ่งวันที่เปิดก็จะไม่โปรโมทใน Facebook เลย
Kittipat M : เรื่องสบู่ก็มีคนพูดถึง อยากให้เล่าที่มาที่ไปของการเป็นคนขายสบู่
เนย : ก็จริงๆ ไม่ได้คิดจะเอาอะไรมาขายออนไลน์อยู่แล้ว แต่วันหนึ่งก็มีคนมาถามว่าใช้อะไรหน้าใส เราก็บอกไป แต่มันไม่มีขายทั่วไป ถ้าอยากได้ก็จะสั่งมาให้ เริ่มจากเล็กๆ ตอนหลังก็มีคนมาขอสั่งเรื่อยๆ การเป็นช่องทางธุรกิจไปเอง มีลูกค้าประจำสั่งทุกเดือนก็มี
Kittipat M : เห็นมีไปเล่นมิวสิควีดีโอกับโจอี้ บอยด้วย
เนย : จริงๆก็มีคนมาชวนไปเล่นละคร เล่นอะไรเยอะนะ แต่ก็ต้องปฏิเสธบอกว่าไม่ได้จริงๆ เพราะหนูไม่เหมือนในรูปนะ ใครบอกมาก็ปัดไป ไม่รับงานทีวี ทางพี่โจอี้เขาติดต่อมาเล่น MV ถามมาหลายครั้งมาก ก็เลยยอมก็ได้แต่ขอออกแปบเดียว ก็คุยกันว่าเป็นซีนตัดต่อโฟโต้ช็อปรูปตัวเองไปแล้วกัน เขาก็ให้เลือกมุมที่เรามั่นใจมากที่สุด ใช้แต่งหน้าช่วย 55
Kittipat M : ยอมรับไหมว่าเราโฟโต้ช็อปรูปตัวเอง
เนย :  ยอมรับ แต่ก็ออกคลิปให้เห็นหน้าสดๆ เรื่อยๆ แต่คนที่ไม่ชอบก็ยังไม่พอใจ ก็เลย ไม่อะไรมาก แล้วแต่เขาจะคิด
Kittipat M : คำถามสำคัญ ทำไมต้องประมาณนั้นแหละ
เนย : อันนี้ง่ายมาก ตอนสมัคร Facebook ตอนแรกเขาก็ให้เขียนชื่อจริงกับนามสกุล ก็คิดว่าทำไมต้องให้ใครมารู้ชื่อจริงเราด้วย ก็เลยใช้ชื่อ เนย สั้นๆ ส่วนนามสกุลก็ไม่บอกไง ก็ประมาณนั้นแหละ ตัวเราก็ชอบพูดคำว่าประมาณนั้นแหละๆ ด้วยก็เลยเอามาใช้เป็นชื่อเลย
Kittipat M : ชีวิตจริงเดินไปไหนมาไหนแล้วมีใครทักบ้างไหม
เนย : มี มีคนจำได้เยอะมาก ปกติก็เดินทางโดย BTS บ่อย ไปเดินจตุจักร ก็มีคนมาทักว่าใช่เนยหรือเปล่า ก็มาขอถ่ายรูป ตอนนี้ก็ใส่แว่นหมวกใส่แว่นดำบ้าง ไม่ได้เป็นเหมือนดารานะ แต่ไม่อยากให้คนมาเห็นหน้าจริงๆ ของเรา 55
Kittipat M : เรื่องที่ขำที่สุดตั้งแต่มีคนรู้จัก
เนย : มีอยู่ครั้งนึงที่สยาม ที่ร้านหนังสือ ตอนนั้นปกนิตยสารฮิกาซีนเป็นรูปเนย ก็มีผู้ชายสองคนเดินเข้ามาหยิบ เราก็อยู่ข้างหลังเขา เค้าก็ไม่เห็นเราแล้วก็พูดกันเองแบบว่า “หืม..นี่มันใช่อีเนย (เน้นเสียง) หรือเปล่าเนี่ย อีเนยไงๆ” อีกคนก็ตอบว่า “…อืมกูว่าใช่ อีเนยไง อีเนยๆ”  พอได้ยินคำว่าอีเนยเยอะ เราก็เลยสะกิดพอเขาหันหลังมาก็บอกว่า “แล้วใช่หรือเปล่าคะ..” เค้าก็เหวอแล้วเดินไป เราก็ฮา
Kittipat M : มีโพสต์อะไรที่ไม่เปิดเผยให้คนภายนอกรู้บ้าง (ที่ไม่ได้ตั้งเป็นสเตตัส Public) เวลาโพสต์บน Wall
เนย : ก็มีหมวดทะเลาะกับแฟน ที่ไม่ให้คนรู้ 55  เพราะสมัยก่อนเราก็โพสต์ระบายอารมณ์ ที่เหลือก็เปิดเผยหมด
Kittipat M : อยู่ๆ วันหนึ่งหากต้องปิด Facebook ไป อยากจะบอกอะไรคนที่มาติดตามสี่แสนคนเป็นครั้งสุดท้าย
เนย : “อยากขอบใจที่เคยรักฉัน…ที่เคยร่วมทางกันมา” 55 ก็จะพยายามทำให้ทุกคนยิ้มต่อไปหัวเราะต่อไปแล้วกันไม่ว่าทางไหนก็ตาม ยังไงเราก็ขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้
Kittipat M : เห็นว่าสามารถพูดภาษา Dutch (เนเธอร์แลนด์) ได้ อยากพูดอะไรกับแฟนๆเป็นภาษา Dutch ครับ
เนย : ”aangenaam” กับ “Ik hoop dat jullie me leuk vindt”
Kittipat M : สองคำนี้ความหมายว่าอย่างไรครับ
เนย : ”ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” กับ “ฉันหวังว่าพวกคุณคงชอบฉันนะคะ”  🙂
Advertisements

One thought on “[สัมภาษณ์] พิเศษ: น้อง “เนย ประมาณนั้นแหละ” จากคนธรรมดากลายมาเป็นบุคคลสาธารณะในยุคโซเชียลมีเดีย

  1. พี่ เนย ใช่ โปร์เเกม อ่า ไร เเต่ง รูป หรอก ค่ะ อย่า บอก น่า ว่า ไม่ ได้ เเต่ง เพราะ รูป ถาพ ที่ พี่ เนย ลง น่ะ มัน บอก
    กิ๊ก ชอบ พี่ เนย โคตร น่า รัก เลย กิ๊ก อยาก สวย เหมื่อน พี่ เนย บ้าง จะ 😀

Comments are closed.